สาวเอาทองไปจำนำ เพื่อจะเอาเงินไปซื้อนมให้ลูก เผลอทำเงินหล่น แป๊บเดียวมีคนเก็บไปแล้ว 

          เมื่อวันที่ 10 เดือน มิถุนายน ปี พ.ศ. 2564  ได้มีการแชร์ข้อความจักร Facebook เจ๊มอยเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเธอนั้นได้มีการนำทองที่มีอยู่ติดตัวไปทำการจำนำด้วยหวังว่าจะได้เงินดังกล่าวนั้นไปซื้อนมให้กับลูกของเธอได้กินแต่ปรากฏว่าหลังจากที่เธอเดินออกมาจากร้านทองและขึ้นรถมอเตอร์ไซค์กำลังจะไปซื้อนมให้ลูกอยู่นั้นเธอได้เผลอทำเงินตกตรงบริเวณหน้าร้านทองดังกล่าวโดยที่เธอไม่รู้ตัวและเธอก็ขับรถออกจากจุดนั้นทันที

        ซึ่งหลังจากเธอออกไปไม่นานก็ได้มีชายคนหนึ่งวิ่งมาเก็บเงินที่เธอทำตกเอาไว้ไปโดยหญิงสาวคนดังกล่าวไปรู้ตัวอีกทีนึงหลังจากที่เข้าไปที่ร้านสะดวกซื้อและหยิบของเสร็จเรียบร้อยแล้วกำลังจะจ่ายเงินทำให้รู้ว่าเงินของตนเองนั้นหายไปเมื่อมาขอกล้องวงจรปิดตรงบริเวณหน้าร้านทองดูก็พบว่าตนเองนั้นได้มีการทำเงินร่วงและมีคนเก็บเงินของเธอไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

          สถานที่เกิดเหตุนั้นเป็นบริเวณร้านทองแห่งหนึ่งซึ่งร้านทองแห่งนี้อยู่ใกล้กับตลาดไร่วนาสินซึ่งอยู่ในจังหวัดชลบุรีโดยร้านทองนั้นอยู่แถวบริเวณซอยคันทรีคลับช่วงเวลาที่เธอมาติดต่อร้านทองและทำเงินที่ได้จากการขายทองหายนั้นเป็นช่วงเวลาประมาณ 17:00 น ซึ่งกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงนั้นก็สามารถบันทึกภาพเอาไว้ได้ทั้งหมดโดยมีการบันทึกภาพตั้งแต่หญิงสาวขับรถมาจอดที่บริเวณหน้าร้านทองและเดินเข้าไปในร้านทองหลังจากนั้นสักพักนึงก็ออกมาและขี่รถมอเตอร์ไซค์ซึ่งจังหวะที่เงินร่วงออกจากกระเป๋าของหญิงสาวก็เห็นภาพอย่างชัดเจนเลยทีเดียว

       อย่างไรก็ตามเพจของเจ๊มอยระบุว่าอยากจะให้คนในโซเชียลช่วยกันแชร์ภาพออกไปเพื่อให้คนที่เก็บเงินได้นั้นได้เห็นและนำเงินมาคืนให้กับหญิงสาวคนดังกล่าวเพราะเธอนั้นไม่มีเงินติดตัวแล้วมีเพียงทองเส้นเดียวเท่านั้นที่นำไปติดต่อจำนำไว้ที่ร้านทองเพราะเธอต้องการที่จะเอาเงินมาซื้อนมให้กับลูกของเธอซึ่งในขณะนี้ลูกของเธอมีอายุเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้นนอกจากนี้เธอยังต้องเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายของเธอและลูกอีกด้วย

          อย่างไรก็ตามยังไม่มีการระบุว่าหลังจากที่มีข่าวเผยแพร่ออกไปนั้นคนที่เก็บเงินได้มีการนำเงินมาคืนหญิงสาวหรือไม่แต่หลังจากที่เรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็มีคนใจดีเป็นจำนวนมากที่ติดต่อหญิงสาวเพื่อให้การช่วยเหลือนำนมมาบริจาคให้กับหญิงสาวรวมถึงช่วยเหลือด้านปัจจัยอื่นๆเพิ่มเติมซึ่งหญิงสาวคนดังกล่าวก็ระบุว่าในขณะนี้เธอยังไม่ต้องการเปิดการรับบริจาคเงินจากใครและเธออยากให้ชายคนดังกล่าวเอาเงินมาคืนเธอเพียงเท่านั้น 

 

สนับสนุนโดย  ufabet เว็บแม่

ผู้อำนวยการโรงเรียนยืนยันคิดต่างได้

ผู้อำนวยการโรงเรียนยืนยันคิดต่างได้ไม่ได้ออกแน่นอนกรณีเด็ก 14 ชู 3 นิ้วกลางพิธีถวายพระพร 

      สำหรับกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งมีการจัดพิธีถวายบังคมเนื่องในโอกาสวัน ปิยมหาราชซึ่งนักเรียนรวมถึงคณะครูอาจารย์ทุกคนในโรงเรียนได้จัดพิธีถวายพระพรโดยขนาดนั้นมีการจัดตรงบริเวณลานหน้าโรงเรียนซึ่งอยู่บริเวณหน้าเสาธงนักเรียนทุกคนมาคุกเข่ากำลังถวายบังคมแต่อยู่ๆก็มีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งอายุ 14 ปีได้ยืนขึ้นพร้อมกับชู 3 นิ้วซึ่งเป็นการแสดงสัญลักษณ์ของกลุ่มผู้ประท้วงของคณะราษฎร

        หลังจากที่มีภาพนี้หลุดออกมาในโลกออนไลน์ได้มีกระแสข่าวหายข่าวยืนยันออกมาว่าทางด้านโรงเรียนที่เด็กชายสังกัดนั้นได้มีการไล่เด็กนักเรียนชายคนดังกล่าวออกเนื่องจากมีความคิดเห็นต่างทางการเมือง   อย่างไรก็ตามแต่เมื่อวันที่ 24 เดือนตุลาคมปีพศ2563 ทางด้านผู้อำนวยการของโรงเรียนดังกล่าวได้ออกมาพูดถึงประเด็นนี้ว่าทางโรงเรียนไม่มีนโยบายที่จะขับไล่เด็กนักเรียนชาย

คนนั้นออกจากสถาบันการศึกษาแต่อย่างใดยังคงให้เด็กนักเรียนเข้าเรียนได้ตามปกติเพราะสถาบันการศึกษายอมรับความเห็นต่างของเด็กนักเรียนได้เพียงแต่ว่าคงจะต้องมีการเรียกตัวมาอบรมสั่งสอนการเกี่ยวกับเรื่องของการประพฤติในช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ในการที่จะแสดงสัญลักษณ์ดังกล่าว 

         แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีกระแสข่าวมาว่าโรงเรียนพยายามสร้างแรงกดดันให้เด็กนักเรียนนั้นให้มาลาออกแต่ทางด้านผู้อำนวยการโรงเรียน คือนายภักดี  เหมธานนท์  ยืนยันเป็นหนักแน่นว่าโรงเรียนเบญจมราชูทิศนครศรีธรรมราช   ไม่มีการบีบบังคับให้เด็กมาออกอย่างแน่นอน  โดยในวันดังกล่าวนั้นนักเรียนทุกคนยังทำพิธีการตามปกติและเมื่อเสร็จพิธีการแล้วทุกคนก็เดินทางกลับบ้านไม่มีใครเรียกตัวเด็กนักเรียนชายคนดังกล่าวมาพูดคุยหรือมาต่อว่าซึ่งถ้าหากไม่เชื่อก็สามารถที่จะทำการตรวจสอบหรือว่าสอบถามตัวเด็กเองได้ 

             โดยทางด้านนายภักดี  เหมทานนท์ยังพูดถึงเรื่องของการเห็นต่างด้วยว่าโรงเรียนสนับสนุนความคิดเห็นที่เด็กนักเรียนกล้าที่จะแสดงออกแต่อย่างไรแล้วการแสดงออกนั้นเพราะต้องดูกาละเทศะดูความเหมาะสมด้วยว่าอยู่ในสถานการณ์ไหน 

ซึ่งหลังจากนี้เองทางโรงเรียนอาจจะต้องมีการสอนเกี่ยวกับเรื่องของความเหมาะสมให้กับเด็กนักเรียนเพื่อเด็กนักเรียนนั้นจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสมอีกทั้งในโรงเรียนทุกคนก็ยังเห็นว่าเด็กชายวัย 14 ปีซึ่งกำลังมีกระแสที่โด่งดังอยู่ในขณะนี้ยังคงเป็นนักเรียนของทางโรงเรียนอยู่

       ส่วนเรื่องของผู้ปกครองของเด็กที่จะพาเด็กมาลาออกจากทางโรงเรียนนั้นยังไม่มีข้อมูล การติดต่อมาแต่อย่างใด

เบื้องต้นจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าอ่านนะครอบครัวของเด็กชายคนดังกล่าวนั้นอยู่ในฐานะที่ค่อนข้างดีเพราะมีมารดาเป็นถึงพยาบาลส่วนบิดานั้นก็เป็นเจ้าของธุรกิจ

 

สนับสนุนโดย  ufabet เว็บแม่