คดีฆ่าข่มขืน น้องสโนว์ สรุปคำสั่งศาลออกมายืนยันประหารชีวิต

  หลายคนอาจจะยังจะยังคงจำคดีนี้กันได้ เมื่อปี 2558 ที่เป็นข่าวใหญ่โต กรณีที่มีเหตุการณ์เด็กนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้ถูกคนร้ายตามประกบแล้วถีบรถมอเตอร์ไซต์ของน้องล้มลง เพื่อหวังจะนำตัวของน้องไปข่มขืน แต่ว่าน้องสโนว์ทำการขัดขืนเลยถูกคนร้ายฆ่าตาย ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558  โดยเหตุเกิดวันที่ 23 ธันวาคม  และหลังจากเกิดเหตุการณ์ได้ประมาณ 3 เดือนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถจับตัวคนร้ายได้

ซึ่งคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุก็คือคนในพื้นที่และมีตำแหน่งหน้าที่เป็นถึงผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านที่น้องอยู่ด้วย  โดยเมื่อจับคนร้ายได้ศาลชั้นต้นได้ตัดสินประหารชีวิตและให้จ่ายเงินชดใช้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตเป็นเงินสองล้านกว่าบาท แต่ทางอดีตผู้ใหญ่บ้านขอต่อสู้คดี จนมาถึงศาลอุทธรณ์ ซึ่งทางศาลอุทธรณ์ก็ยืนยันตามศาลชั้นต้น

แต่ทางอดีตผู้ใหญ่บ้านก็ยังไม่ยอม ร้องขอสู้คดีต่อ จนมาถึงชั้นศาลฎีกา ซึ่งก็เป็นเหมือนเดิมคือยืนยันที่จะให้ประหารชีวิตคนร้ายและต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต  ซึ่งจนถึงตอนนี้ทางครอบครัวของน้องสโนว์พอใจกับคำตัดสินของศาลแล้ว และน้องได้รับความเป็นธรรมแล้ว 

ซึ่งเหตุการณ์ที่คนร้ายฆ่าน้องสโนว์นั้นเป็นคดีที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนที่ได้เสพข่าวกันเป็นอย่างมากและใช้เวลาในมากในการจับตัวคนร้ายมาลงโทษได้เพราะคนร้ายเป็นคนที่เข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายได้อย่างดีจึงทำให้มีข้อต่อสู้ออกมามากมาย แต่ก็ยังแพ้พยานหลักฐานจึงเป็นเหตุให้ถูกจับตัวได้ในที่สุด คดีแบบนี้ควรจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับใครหลายหลายคนที่กำลังคิดทำในสิ่งที่ไม่ดี

ให้รู้สึกเกรงกลัวในบาปกรรมและให้รู้ว่าหากทำผิดแล้วต่อให้เก่งกาจแค่ไหน หรือมีอิทธิพลมากมายเพียงใดก็จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายด้วยกันทุกคน ถึงอย่างไรทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะสามารถนำตัวคนทำความผิดมาลงโทษให้ได้อยู่แล้วไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายไปได้แน่นอน  จากข่าวนี้จะเห็นได้ว่าผู้เสียชีวิตเป็นเด็กผู้หญิงอายุแค่เพียง 18 ปีเท่านั้นเอง

และน้องกำลังจะมีอนาคตที่สดใส แต่น้องต้องมาเจอกับคนร้ายที่เป็นคนค้นเคยกันดี และไม่คิดว่าจะมีความคิดทำร้ายน้องได้ถึงขนาดทำให้น้องตายได้ถึงขนาดนี้ ดังนั้นสิ่งที่อดีตผู้ใหญ่บ้านถูกตัดสินให้ประหารชีวิตนั้นจึงเป็นการตัดสินที่สำเหตุสมผลมากแล้ว และที่จริงก็ไม่ควรที่จะลดโทษให้กับกลุ่มคนที่ทำร้ายคนอื่นถึงแก่ความตายได้แบบนี้เพราะหากปล่อยออกมาสู่สังคมภายนอกอีกก็อาจจะกลับมาทำร้ายคนอื่นได้อีก

 

 

สนับสนุนโดย  ae sexy

ปัญหาเด็กถูกทำร้ายในโรงเรียนประเทศไทยติดอันดับที่ 4 ของโลก

  ในแต่ละปีจะมีเด็กนักเรียนที่ถูกทำร้ายและรังแกในโรงเรียนมากถึงปีละหกแสนคนเลยทีเดียวและในขณะเดียวกันยอดดังกล่าวก็มีแนวโน้มว่าจะมีการเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยเรื่อยอีกด้วย ทั้งนี้เด็กนักเรียนที่ถูกรังแกและถูกทำร้ายในโรงเรียนมีจำนวนมากกว่า 40 % เลยทีเดียวและจากผลการสำรวจจากทั่วโลกประเทศไทยถือเป็นประเทศที่เด็กถูกรังแกในโรงเรียนมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลกเลยก็ว่าได้

ซึ่งจากข้อมูลที่กล่าวมานี้จึงมีหลายหน่วยงานได้ออกมาหาแนวทางวิธีป้องกันปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เพราะถือว่ายอดสำรวจที่ได้รับมานั้นเป็นยอดที่สูงมาก ปัญหาเด็กถูกรังแกในโรงเรียนนี้เป็นปัญหาที่ทั่วโลกควรจะรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน การรังแกนั้น จะรวมถึงการล้อเพื่อน การตบตีทำร้ายเพื่อน และการแกล้งเพื่อนทั้งหมด ซึ่งเราต้องมาหาสาเหตุว่าเหตุใดเพื่อนเพื่อนจึงมีการแกล้งกันและล้อกัน หรือมีเรื่องตบตีกันในโรงเรียน เพื่อที่จะได้หาแนวทางป้องกันปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น เพราะในปัจจุบันหากมีการติดตามข่าวจะเห็นได้ว่า การล้อกันเล่น หรือการแกล้งกันเล่น ไม่ใช่เรื่องเล็กเล็กอีกต่อไปแล้ว

เพราะเด็กจะมีความเก็บกดและนำมาออกซึ่งการตอบโต้แบบรุนแรง ดังที่เรามักจะได้เห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่าเด็กทำร้ายกัน หรือยกพวกตีกันและที่เลวร้ายที่สุดคือเด็กนำเอาอาวุธปืนของพ่อแม่ มาฆ่าเพื่อนถึงในโรงเรียน ซึ่งการก่อเหตุแบบนี้ไม่ได้มีแค่ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น  เรามักจะพบปัญหาแบบนี้มากขึ้นเรื่อยเรื่อยซึ่งไม่ได้เป็นผลดีต่อเด็กและผู้ปกครองเลย

การที่เด็กถูกรังแกนั้นปัจจุบันไม่ได้ เป็นการรังแกกันเฉพาะเด็กกับเด็กเท่านั้น ตอนนี้ก็มีหลายครั้งที่เป็นข่าวว่าคุณครูรังแกและทำร้ายเด็ก หลายครั้งที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ปกครองเพราะครูทำโทษเด็กเกินกว่าเหตุจนเกินไป ดังนั้นทุกหน่วยงานจึงต้องหันหน้ามาปรึกษาหารือกันว่าจะสามารถลดปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ทั้งจากที่คุณครูเป็นผู้กระทำและจากเด็กด้วยกันกระทำด้วยกันเอง

ในช่วงนี้ทางกระทรวงหน่วยงานต่างๆจึงได้จัดหากิจกรรมที่จะมาให้เด็กเด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อฝึกนิสัยให้เด็กเด็กรักและสามัคคีกันโดยหวังว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นมานั้นจะสามารถช่วยลดปัญหาการรังแกกันในโรงเรียนได้ ส่วนปัญหาที่ครูรังแกนักเรียนนั้น อาจจะต้องมีการคัดกรองคนที่จะมาสอบเป็นครูให้ละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้นอาจจะต้องมีการนำจิตแพทย์มาทดสอบระบบจิตใจของคนที่จะมาเป็นครูก่อนที่จะบรรจุรับเข้าทำงานครูเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า ยูฟ่าเบท มือถือ

หญิงมาเลเซียป่วยเป็นมะเร็งแล้วยังต้องมาเสียใจเพราะจับได้สามีนอกใจ

           หญิงสาวชาวมาเลเซียอายุ 44 ปีรายหนึ่งได้มีการโพสต์ข้อความในเฟสบุ๊คของตัวเองระบายความเศร้าเสียใจว่าเมื่อ 8 เดือนก่อนตัวเองได้ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4  เธอต้องเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเต้านมด้วยการตัดนมทิ้งและทำการรักษาด้วยเคมีบำบัดและการให้คีโม เป็นจำนวนถึง 16 ครั้ง

และต่อมาเธอยังตรวจพบอีกว่ามะเร็งเต้านมของเธอได้ลามไปเป็นมะเร็งที่ปอดด้วย จึงทำให้เธอจะต้องเดินทางไปนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล  เพราะต้องต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ และให้ยาแก้ปวดตลอดเวลา ซึ่งเธอต้องเจ็บและทุกข์ทรมานมาก โดยคนที่คอยดูแลเธอขณะที่เธออยู่โรงพยาบาลก็คือลูกสาวของเธอเอง  เธอและสามีมีลูกด้วยกัน 3 คน

เธอต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน จนอาการป่วยของเธอดีขึ้นจึงได้เดินทางกลับมาที่บ้าน ซึ่งในตอนนี้เองที่เธอเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกตจากสามีของเธอ เพราะสามีของเธอจะออกไปนอกบ้านทุกคืน โดยไม่บอกเธอว่าเขาไปไหน ผ่านไปหลายอาทิตย์เขาก็ยังทำตัวเหมือนเดิมคือหายออกจากบ้านในตอนกลางคืน ซึ่งเธอค่อนข้างมั่นใจว่าสามีของเธอคงมีผู้หญิงคนอื่น เธอจึงคุยกับสามีว่าหากเขาต้องการแต่งงานใหม่ ขอให้รอให้เธอตายก่อนแล้วค่อยแต่ง

แต่สามีเธอไม่ได้พูดว่าอะไร ไม่มีความโกรธหรืออารมณ์เสียใส่ บอกแต่เพียงว่าเขารู้สึกสงสารเธอมากที่เธอป่วยเธอพยายามสืบว่าผู้หญิงที่สามีเธอนอกใจไปอยู่ด้วยนั้นเป็นใคร จนวันหนึ่งเธอเอามือถือของสามีมาเช็คข้อมุลการโทรและการแชต ก็พบว่ามีหมายเลขหนึ่งที่สามีเธอติดต่อด้วย โดยข้อความที่คุยกันทำให้เธอมั่นใจว่าเป็นผู้หญิงที่สามีเธอแอบออกไปหาทุกคืนแน่นอน เธอจึงลองเอามือถือตัวเองโทรไปหาผู้หญิงคนนั้น แต่ผู้หญิงคนนั้นรับสาย เธอจึงลองเอามือถือลูกสาวของเธอโทรออกไปหาผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง

  โดยครั้งนี้ผู้หญิงคนนั้น รับสาย และมันก็ทำให้เธอได้รู้ความจริงว่าผู้หญิงที่สามีเธอนอกใจไปหานั้นเป็นน้องสาวแท้ๆของเธอเอง เพราะเธอจำเสียงน้องสาวตัวเองได้ และที่สำคัญเธอได้ยินเสียงแม่ของเธอดังลอดเข้ามาในโทรศัพท์ด้วย เมื่อเธอรู้ความจริง เธอระบายว่าเธอไม่สามารถไปเผชิญหน้ากับสามีและน้องสาวของเธอเพื่อบอกความจริงได้ว่าเธอรู้เรื่องทุกอย่างหมดแล้ว

เพราะหากพูดออกไป ครอบครัวของเธอจะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง และที่สำคัญหากลูกๆของเธอรู้เรื่องนี้ ลูกๆของเธอคงรับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ เธอไม่ต้องการให้ลูกเสียใจและไม่เคารพพ่อของตัวเอง 

           ในเฟสมีการระบายเอาไว้แค่นี้ แต่ถ้าไม่ได้เข้ามาเขียนเพิ่มเติมว่าสุดท้ายแล้ว เธอทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อย่างไรต่อไป ได้แต่หวังว่าเธอจะเข็มแข็งขึ้นในเร็ววันเพื่อพร้อมจะเผชิญกับทุกปัญหาและผ่านมันไปให้ได้

 

 

สนับสนุนโดย  Ufabet ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

ป้ากลับจากญี่ปุ่น ไม่ยอมให้จับตัวไปกักตัว 

  เชื่อว่าหลายคนน่าจะยังจำได้กับเหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่มีทางผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศประมาณ 5 ประเทศที่เป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงถูกเจ้าหน้าที่เรียกกักตัวไว้ที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วเกิดมีปัญหาความไม่พอใจของผู้โดยสารที่จะถูกกักตัวทำให้ทางเจ้าหน้าที่ต้องอนุญาตให้ผู้โดยสารเดินทางกลับบ้านได้และมากักตัวเองอยู่ที่บ้านนั้นหลังจากนั้นเมื่อทางรัฐบาลทราบถึงปัญหาดังกล่าวก็ได้มีการประกาศนโยบายออกมาให้เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขเรียกตัวผู้โดยสารทุกคนเป็นจำนวน 152 คนเข้ามารายงานตัว

และเข้ารับการปรับตัวตามสถานที่ที่ทางรัฐบาลได้มีการเตรียมเอาไว้ให้โดยไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารทุกคนจำนวน 152 คนนั้นกักตนเองอยู่ที่บ้าน  โดยเมื่อวานนี้ทางรัฐบาลได้มีการประกาศออกมาว่าหากหลัง 18:00 นไปแล้วยังไม่มีการมารายงานตัวก็จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายซึ่งพบว่ามีผู้โดยสารหลายท่านได้มีการเดินทางกลับมารายงานตัวพร้อมที่จะทำการกักตัวตามที่รัฐบาลต้องการแต่ก็มีบางคนที่ยังคงหลบหนีกันตัวในครั้งนี้อยู่ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการติดตามไปถึงบ้านของผู้โดยสารคนดังกล่าว

ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือคุณป้าที่เดินทางกลับมาจากประเทศญี่ปุ่นแต่เมื่อทางเจ้าหน้าที่ติดต่อเพื่อให้ทางคุณป้าเดินทางกลับไปกลับตัวกับทางเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขกับพบว่าคุณป้ามีการโวยวายต่อว่าโดยเธอยืนยันว่าเธอมีการตรวจวัดไข้ที่สนามบินสุวรรณภูมิเรียบร้อยแล้วและไม่พบว่าเธอเองนั้นมีไข้ดังนั้นเธอไม่จำเป็นต้องไปกักตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิเพราะตอนที่อยู่ที่สนามบินกว่าทางเจ้าหน้าที่จะปล่อยตัวเธอออกมาก็เป็นเวลาตั้งแต่ 22:00 นแล้วซึ่งเธอมาถึงที่สนามบินตั้งแต่ 15:00 นซึ่งถือว่าเจ้าหน้าที่มีการทำงานที่ไม่เป็นขั้นตอนและเธอยืนยันว่าเธอสามารถกักตนเองที่บ้านได้ที่สำคัญเธอไม่ได้มีใครและไม่ได้ติดเชื้อใดๆ

แต่ในที่สุดทางเจ้าหน้าที่ก็สามารถเชิญตัวป้าคนดังกล่าวมากักตัวได้โดยพามารายงานตัวที่ศูนย์ดำรงธรรม  ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรีและยังมีประชาชนอีกหลายคนที่ยังไม่มารายงานตัวซึ่งแต่ละจังหวัดก็จะมีการประสานงานให้เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขของจังหวัดไปทำการติดตามตามบ้านของผู้โดยสารเหล่านั้นให้มารายงานตัวทั้งหมดป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้เนื่องจากว่าทั้งหมดเดินทางมาจากประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มากที่สุด แต่สำหรับใครที่มีการหลบหนีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะมีการดำเนินคดีพร้อมทั้งหากใครให้ที่พักพิงกับผู้ที่หลบหนีก็จะถูกดำเนินคดีด้วยเช่นเดียวกัน